วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

กิจกรรมโครงการ ในวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

ในวันที่ 20สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่เด็กคอมพิวเตอร์ธุรกิจต้องมีบูทกิจกรรมสินค้า OTOPการจัดบูทในครั้งนี้ มีสินค้าที่แสดงอย่างมากมาย โดยเฉพาะบูทของกลุ่มฉันเป็นบูท “ผลิตภัณฑ์การแปรรูปจากใยสับปะรด” ในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีบูทที่น่าสนใจอีกมากมายพร้อมทั้งของระลึกในแต่ละบูท ถ้าใครได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการรับชมบูทก็จได้ของระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านกันไป บรรยากาศการจัดบูทในครั้งนี้ ได้รับความสนุก ความรู้ และความสุข ในงานนี้ได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติ งานในครั้งได้มีเพื่อนๆนักศึกษาและรุ่นพี่ มาให้ความสนใจในการจัดกิกรรมในครั้งนี้อย่างมากมาย และได้มีคณะอาจารย์มาประเมินกิจกรรมในการจัดบูทในครั้งนี้ อาจารย์ทุกท่านต่างให้ความสนใจกับบูททุกบูท เพราะการจัดบูทในครั้งนี้ได้รับความพึงพอใจจากอาจารย์หลายๆท่าน
กิจกรรมในครั้งทำให้ฉันได้รับความรู้ ความสุข และประโยชน์ อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ
ความสามัคคี การมีส่วนร่วมในกิจกรรม การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน กิจกรรมในครั้งประสบความสำเร็จได้นั้นก็คือทุกคนได้ให้ความร่วมมือต่อกัน ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือความสุข ที่เราได้มอบให้แก่ทุกๆคน

สิ่งที่ได้จากการเรียนวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

สัปดาห์ทีแรก....ได้เรียนวิชาเตรียมฝึกประสบการณืวิชาชีพก็จะเป็นพิธีการรับขวัญให้กับนักศึกษาทุกคนที่มาจากศูนย์การศึกษาต่างๆ ที่ได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย พิธีการรับขวัญในครั้งเป็นพิธีการที่เป็นมงคลแก่ชีวิตมากๆ พิธีการที่สำคัญมากก็คือ การจุดเทียน เทียนเที่จุดนี้เป็นเทียนแห่งปัญญา เป็นเทียนที่ส่องสว่างคุณความดีที่อาจารย์ทุกท่านได้มอบให้แก่นักศึกษาทุกๆคน เทียนที่อยู่ในมือของทุกคนเป็นแสงสว่างที่คอยนำทางให้แก่นักศึกษาได้ตลอดเวลา เมื่อใดที่รู้สึกเป็นทุกข์ เทียนเล่มนี้จะเป็นสิ่งที่คอยเป็นเพื่อนและคอยเตือนสติเราได้
สัปดาห์ที่สอง....ก็เริ่มมีการเรียนการสอนโดยอาจารย์ท่านแรกที่สอน นั้นก็คือ อาจารย์ โร
จนา ศุขะพันธ์ ได้มาบรรยายเกี่ยวกับบุคลิกภาพในด้านต่างๆ ต่อจากนั้นก็เป็นอาจารย์ สาละ ได้ขึ้นมาพูดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อฉันได้ฟังอาจารย์สาละพูดจบ ทำให้มีความรู้สึกว่าต้องปฏิบัติตนให้๔กระเบียบกับข้อบังคับของมหาวิทยาลัยนี้เป็นอย่างมาก เพราะมหาวิทยาลัยนี้เป็นสถาบันที่ทรงคุณค่าแห่งหนึ่ง เราควรที่จะให้ความเคารพสถาบันที่เราศึกษา
สัปดาห์ที่สาม....จะเป็นการเรียนในเรื่อง บริหารการจัดการ การเงินส่วนบุคคล จะเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการออม

-ทำไมเราต้องออม
-ทำอย่างไรถึงจะมีเงินออม
-เงินออมมาจากไหน
-ทางเลือกแห่งการลงทุน
เมื่อจบการเรียนการสอนแล้ว ก็ต้องกลับไปทำรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน ตั้งแต่ วันที่ 7 ส.ค. – 7ก.ย. 2551
สัปดาห์ที่ สี่ เรียนเกี่ยวกับการฝึกทักษะภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในเรื่องของ Active การพูด (Conversation) การเขียน Passive การอ่าน (Reading) และการฟัง
เมื่อจบภาษาอังกฤษแล้ว ก็จะพูดถึง Blog/ Web Blog คืออะไร จุดเด่นที่ทำให้ Blog เป็นที่นิยม การเขียน Blog สนุกตรงไหน และ 7 วิธีสร้าง Blog อย่างมืออาชีพ

สัปดาห์ที่ห้า....จะเป็นเรื่องเกียวกับการจัดบูทของฝ่าย HR จะมีการกล่าวถึงประวัติของ HR บูทของ HR มี 4บูท กิกรรมของ HR ขวัญใจ HR และก็มีการบรรยายเกียวกับ การพัฒนาบุคลิกภาพ
สัปดาห์ที่หก.... จะเป็นการจัดบูทของเด็กคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ความรู้สึกต่อวิชา เตรียมฝึกประสบกาณ์วิชาชีพ

ครั้งแรกที่ได้มีการลงทะเบียนเรียนและได้ทราบว่าต้องมีการเรียนวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ในภาคเรียนนี้ด้วยทำให้ฉันตื่นเต้นมากและคิดว่าวิชานี้คงเป็นวิชาที่ไม่ยากสักเท่าไร เรียนแล้วคงได้เกรดง่าย คงไม่มีข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ในการเรียนอะไรมากนักเท่ากับวิชาอื่นๆ แต่พอได้มาเรียนจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่คิดไว้ วิชานี้เป็นวิชาที่ต้องมีเรียนทุกวันพุธ เป็นการเรียนที่แสนจะลำบากมาก เพราะไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย ทุกวันพุธที่มีเรียนเราต้องไปเรียนกันที่ตั้งฮั่วเส็ง เดินทางก็ลำบาก การเดินทางไปเรียนก็ลำบากอยู่แล้ว แต่มีสิ่งที่ลำบากใจกว่านั่นก็คือ กฎระเบียบการแต่งกาย ทุกๆครั้งก่อนจะเข้าเรียนจะต้องมีการตรวจระเบียบการแต่งกาย ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่เคร่งมาก โดยเฉพาะการใส่กระโปงของนักศึกษาหญิง อาจารย์มีกฎระเบียบให้นักศึกษาใส่กระโปรงเอวสูงและต้องมีความยาวเกือบถึงหัวเข่าเป็นอะไรที่ลำบากใจมากโดยเฉพาะเวลาขึ้นรถเมล์ลำบากสุดๆ กว่าจะได้เรียนในแต่ละครั้งใช้เวลานานมากกับการตรวจระเบียบการแต่งกาย เมื่อถึงเวลาเรียนต้องมีการจดสิ่งที่อาจารย์สอนทุกครั้ง แต่จะบอกว่าบางครั้งก็จดทัน บางครั้งก็ไม่ทัน เพราะอาจารย์บางท่านสอนเร็วมากๆ ถึงแม้วิชานี้จะเป็นวิชาที่ไม่ค่อยชอบสักเท่าไรนัก แต่วิชานี้ก้สอนให้ฉันรู้จักคำว่าระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกัน

ชีวิตดีด้วย... รอยยิ้ม

ความแข็งแรงประการหนึ่งในชีวิตคนเราคือการมีจิตใจที่ผ่องใส สดชื่น ซึ่งมักจะส่งผ่านออกมาทางบุคลิกบางประการ ได้แก่ การเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสนั่นเอง หลายคนมองข้ามการเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่คิดว่ามันจะสลักสำคัญอะไร ดิฉันจึงขออนุญาตชี้ให้เห็นว่า หากใครก็ตามที่มีบุคลิกเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส เขาจะมีอะไรๆ ที่ "เป็นต่อ" คนอื่นๆ อยู่หลายเรื่องเลยทีเดียว
1 มีเสน่ห์ หลายคนแม้ไม่ได้หล่อจัดสวยจัด แต่ทุกครั้งที่ยิ้ม ก็เหมือนกับว่าโลกทั้งโลกสว่างไสวไปกับรอยยิ้มของเขา หลายคนไม่รู้ตัวหรอกว่า ตัวเองยิ้มสวยแค่ไหน ต้องลองยิ้มกับกระจกและสำรวจดูบ้าง การเป็นคนมีเสน่ห์นั้น ทุกคนคงนึกออกใช่ไหมคะ ว่ามีคุณต่อชีวิตของเราอย่างไร
2 มีมิตรมากกว่าศัตรู รอยยิ้มที่จริงใจและถูกกาลเทศะ จะสร้างมิตรมากกว่าสร้างศัตรู ว่ากันว่า รอยยิ้มคือเครื่องมือกะเทาะกำแพงน้ำแข็ง หรือความเย็นชาแปลกหน้าที่ผู้คนมีต่อกันได้เป็นอย่างดี ใครจะรู้ รอยยิ้มเล็กๆ ที่ส่งให้กันในวันนี้ อาจนำพาเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตมาให้เราก็ได้ คุณต้องการหรือเปล่า เพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตน่ะ
3 มีความสดชื่น รอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของอารมณ์ที่สดชื่น เหมือนกับความสดชื่นนั้นคือต้นไม้ และรอยยิ้มก็คือดอกไม้นั่นแหละค่ะ อารมณ์และสภาพจิตของคนเรา ปลูกต้นอะไรไว้ก็ย่อมจะออกดอกเป็นสิ่งนั้น
4 มีกำลัง หลายคนบอกว่า เมื่อเผชิญกับปัญหา ความทุกข์ หรือความยากลำบาก ให้ยิ้มเข้าไว้ จะทำให้มีเรี่ยวแรงกำลังที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะว่ารอยยิ้ม คือกำลังของชีวิตอย่างหนึ่ง เขาถึงบอกว่า ยิ้มกันเข้าไว้ ยิ้มให้เริงร่า
5 มีมุมมองที่ดีทุกคนทุกสำนักความรู้ ต่างอธิบายไว้คล้ายคลึงกันว่า คนที่มีอุปนิสัยยิ้มแย้ม จะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี แม้ในเวลาที่มีปัญหา ก็จะยิ้มสู้ และพลิกปัญหาหรืออุปสรรคเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสขึ้นมาได้หลายคนเป็นทุกข์ และไม่เห็นหนทางแก้ทุกข์ เพราะมองโลกเป็นแต่เพียงด้านเดียว โดยเฉพาะในด้านที่ร้าย หรือหนทางที่ตีบตัน เกิดมาเป็นคนแล้วนั้น ต้องหมั่นฝึกฝนตนเองให้มองได้กว้าง คิดให้ไกล และใฝ่้ดียิ้มเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน เริ่มจากเปิดโอกาสให้ตนเองและผู้อื่น ไม่รีบด่วนสรุปหรือตัดสินคน ตัดสินปัญหา แต่ให้โอกาส ให้เวลาที่จะครุ่นคิดพิจารณา มีจิตใจที่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
ขอให้โชคดี และมีรอยยิ้มเป็นเหมือนเครื่องประดับที่สูงค่า