วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

บันทึกการปฏิบัติงานของนักศึกษา สัปดาห์ที่ 2

ระหว่างวันที่ 9-13 พฤศจิกายน 2552
งานที่ปฏิบัติประจำวัน
-จัดเรียงแฟ้มเอกสารห้องรองปลัดเทศบาล จำนวน 30 แฟ้ม
-จ้ดพิมพ์รายชื่อแฟ้มเอกสาร จำนวน 78 รายฃื่อ พร้อมปริ้น
-เวียนหนังสือในส่วนของราชการและถือปฏิบัติไปยังฝ่ายทะเบียน
-จัดพิมบัญชีรายชื่อบัญชีคุมแฟ้ม
-จัดเอกสารงานธุรการ สำนักปลัดเทศบาลออกจากแฟ้มเก่ามาใส่แฟ้มใหม่จำนวน 28 แฟ้ม
-นำเสนอแฟ้มให้นายกเทศมนตรีเพื่อโปรดลงนาม
-ถ่ายเอกสาร เรื่องใบเสนอราคา

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

บันทึกการปฎิบัติงานของนักศึกษา สัปดาห์ที่ 1


ระหว่างวันที่ 2 ถีงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552

....งานที่ปฎิบัติประจำวัน...
-วันแรกรายตัวกับนายวศิล ปิ่นหยา แผนกบุคลากรผู้ดูแลการปฎิบัติงานและศึกษากระบวนการทำงานของบุคลากรภายในสำนักงานปลัดเทศบาล
-จัดพิมพ์บัตรพนักงานโดยใช้โปรแกรม Powerpoint
-จัดเรียงเอกสารเก่าใส่แฟ้ม
-แจ้งเวียนเอกสารในส่วนราชการและถือปฎิบัติ
-จัดทำสันปกแฟ้ม
-ออกแบบหมายเลขสำหรับติดสันปกแฟ้มพร้อมนำเสนอรองปลัดเทศบาลและหัวหน้าส่วนราชการ
-จดรายละเอียดเอกสารภายในแฟ้มเพื่อเรียบเรียงเอกสารใหม่จำนวน 78 แฟ้ม

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

ความดี 4 ระดับ


เมื่อพูดถึงความดี ทุกคนก็คงเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วว่า.. ความดี..คือ...ความอ่อนน้อมทางกาย... ความดี..คือ...ความอ่อนหวานทาง... ความดี..คือ...ความอ่อนโยนทางใจ... ความดี..คือ...ความงดงามทั้งกาย วาจา และจิตใจ... ความดี..คือ..คุณธรรมที่น้อมนำให้เราเป็นคนดี..(ความดีคู่กับคุณธรรม).. ความดี..คือ..สภาพของความรู้สึกแสดงความปลาบปลื้มเป็นสุขให้กับผู้กระทำ..

ถ้าจะถามว่า॥ ระหว่างความดีกับความชั่วอะไรจะทำได้ง่ายกว่ากัน ???

หลายต่อหลายเหตุผล...แล้วแต่เราจะตอบ॥ แต่มีพระพุทธพจน์ของพระพุทธเจ้าของเราตรัสไว้ว่า॥ >>>…ความดี.....คนดี.......ทำได้ง่าย >>>…ความดี.....คนชั่ว.....ทำได้ยาก >>>…ความชั่ว...คนดี.......ทำได้ยาก >>>…ความชั่ว...คนชั่ว.....ทำได้ง่าย ดังนั้นเราก็พอจะวัดคุณภาพความดีของเราได้ว่า... เราจัดอยู่ในความดีประเภทใด..

เพราะฉะนั้นเครื่องวัดคุณธรรม คือ ความดีของเรา.. สามารถวัดได้จาก....เกรดแห่งคุณธรรม ๔ ระดับ คือ.... >>>…เกรด D เป็นการทำความดีเพื่อตนเอง.. + + + ……....ไม่สนใจผู้อื่นว่าจะเป็นอย่างไร.. + + + ……....คิดเห็นแต่ประโยชน์ตนเป็นหลัก.. >>>….................เป็นความดีระดับเบื้องต้น..คือ...(ดี)....ธรรมดา..

>>>…เกรด C เป็นการทำความดีเพื่อผู้อื่น + + + ……...โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ตนเองเลยสักนิด॥ + + + ……....แต่สนใจและคำนึงถึงการทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา.. >>>…................เป็นความดีระดับปานกลาง..คือ...(ดีมาก).....

>>>…เกรด B เป็นการทำความดีเพื่อตนเองและผู้อื่น + + + ……...ประเภทนี้ก็ถือว่า॥ยกระดับความดีควบคู่กัน คือ.. + + + ……...ทำดีเพื่อตนแล้ว ยังทำเพื่อคนอื่น รวมถึงสังคมด้วย.. >>>…................เป็นความดีระดับสูง..คือ...(ดีที่สุด).....

>>>…เกรด A เป็นการทำความดีที่ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น॥ + + + ……....เมื่อมีโอกาสก็ทำทันที ไม่ต้องเดี๋ยว ไม่ต้องรอ + + + ……....ถ้าเป็นเรื่องดี....คิดแล้วทันที... + + + ……....ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี...ต้องคิดแล้วคิดอีก..คิดเป็นร้อยครั้ง...พันครั้ง.. + + + ……....จนลืมไปเลยว่า..เราคิดเรื่องไม่ดี...(ลืมความชั่ว..ทำแต่ดี..มีคุณจริง)... >>>…................เป็นความดีระดับดีที่สูงกว่าที่สุด...จนหาประมาณมิได้.. >>>…................(ดีแท้แน่นอน..ประเสริฐสุด..สุดยอด)...และไม่หยุดทำความดี..ทำดีตลอดเวลา..

เพราะฉะนั้น... การที่เราวัดใครเป็นคนดี...มีคุณธรรม॥ ก็วัดได้จาก ๔ เกรดดังที่กล่าวแล้ว... เกรด ( ( A ) )…ดีที่สุดกว่าที่สุด...จนหาประมาณมิได้...ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน เกรด ( ( B ) )…ดีที่สุด...ทำเพื่อประโยชน์ของตน ของผู้อื่น และสังคม.. เกรด ( ( C ) )…ดีปานกลาง....ทำเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นเป็นหลัก.. เกรด ( ( D ) )…ดีธรรมดา...เพราะทำเพื่อประโยชน์ตนโดยส่วนเดียว...

ดังบทกลอนที่ว่า... อยากได้ดี ไม่ทำดี นั่นมีมาก ดีแต่อยาก ไม่ยอมทำ น่าขำหนอ อยากได้ดี ไม่ทำดี มีแต่รอ ดีแต่ขอ รอแต่ดี เดี๋ยวค่อยทำ..ฯ บทความโดย...ชายน้อย.. ที่มา : ที่มา ::: http://dhammahi5.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551

ใบลาออกจากความทุกข์

ไม่สำคัญว่า มีทรัพย์มากหรือน้อย
แต่สิ่งสำคัญคือต้องใช้ให้น้อยต่างหากชีวิตจึงจะมีเหลือมากกว่าขาด คนจนยิ่งจนพราะทำรวย คนรวยยิ่งรวยเพราะทำจนทำตัวให้เป็นปกติช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น.ชีวิตก็จะเป็นปกติ ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนได้ ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี เป็นคนอาภัพอับโชคที่สุดในโลก ยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี เป็นคนโชคดีที่สุดในโลก อดทนได้จงอดทน อดใจได้จงอดใจ ไม่อดทน ไม่อดใจ เรื่องเล็กจักกลายเป็นเรื่องใหญ่ คนที่มีความสุข มิใช่คนที่มีมากที่สุด แต่เป็นคนที่ต้องการน้อยที่สุด ยิ่งมีความต้องการน้อยลง สมบัติที่มีอยู่เดิม ก็ดูเหมือนมีมากขึ้นความสุขหรือความทุกข์ของชีวิต บางครั้งเหมือนการมองผ่านกระจก หากกระจกใสสะอาด เมื่อมองสิ่งใดย่อมมีแต่ความสุข ปราศจากความขุ่นมัว หากกระจกขุ่นมัว เมื่อมองสิ่งใดแม้เป็นสิ่งเดียวกันก็มีแต่ความทุกข์ใจ จงจำไว้ว่า ความสุขอยู่ไม่ไกล เพียงเช็ดกระจกให้ใส เช็ดใจให้สะอาดเท่านั้นเองทุกข์อยู่ที่ใจทุกข์ของใครก็ของมันทุกข์อยู่ที่ใจใครจะเก็บไว้ก็ช่างมันสุขอยู่ที่ใจฉันเก็บมันไว้ทุกวัน สุขอยู่ที่ใจฉันจะให้กันและกัน

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

กิจกรรมโครงการ ในวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

ในวันที่ 20สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ที่เด็กคอมพิวเตอร์ธุรกิจต้องมีบูทกิจกรรมสินค้า OTOPการจัดบูทในครั้งนี้ มีสินค้าที่แสดงอย่างมากมาย โดยเฉพาะบูทของกลุ่มฉันเป็นบูท “ผลิตภัณฑ์การแปรรูปจากใยสับปะรด” ในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีบูทที่น่าสนใจอีกมากมายพร้อมทั้งของระลึกในแต่ละบูท ถ้าใครได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการรับชมบูทก็จได้ของระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านกันไป บรรยากาศการจัดบูทในครั้งนี้ ได้รับความสนุก ความรู้ และความสุข ในงานนี้ได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติ งานในครั้งได้มีเพื่อนๆนักศึกษาและรุ่นพี่ มาให้ความสนใจในการจัดกิกรรมในครั้งนี้อย่างมากมาย และได้มีคณะอาจารย์มาประเมินกิจกรรมในการจัดบูทในครั้งนี้ อาจารย์ทุกท่านต่างให้ความสนใจกับบูททุกบูท เพราะการจัดบูทในครั้งนี้ได้รับความพึงพอใจจากอาจารย์หลายๆท่าน
กิจกรรมในครั้งทำให้ฉันได้รับความรู้ ความสุข และประโยชน์ อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ
ความสามัคคี การมีส่วนร่วมในกิจกรรม การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน กิจกรรมในครั้งประสบความสำเร็จได้นั้นก็คือทุกคนได้ให้ความร่วมมือต่อกัน ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือความสุข ที่เราได้มอบให้แก่ทุกๆคน

สิ่งที่ได้จากการเรียนวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

สัปดาห์ทีแรก....ได้เรียนวิชาเตรียมฝึกประสบการณืวิชาชีพก็จะเป็นพิธีการรับขวัญให้กับนักศึกษาทุกคนที่มาจากศูนย์การศึกษาต่างๆ ที่ได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย พิธีการรับขวัญในครั้งเป็นพิธีการที่เป็นมงคลแก่ชีวิตมากๆ พิธีการที่สำคัญมากก็คือ การจุดเทียน เทียนเที่จุดนี้เป็นเทียนแห่งปัญญา เป็นเทียนที่ส่องสว่างคุณความดีที่อาจารย์ทุกท่านได้มอบให้แก่นักศึกษาทุกๆคน เทียนที่อยู่ในมือของทุกคนเป็นแสงสว่างที่คอยนำทางให้แก่นักศึกษาได้ตลอดเวลา เมื่อใดที่รู้สึกเป็นทุกข์ เทียนเล่มนี้จะเป็นสิ่งที่คอยเป็นเพื่อนและคอยเตือนสติเราได้
สัปดาห์ที่สอง....ก็เริ่มมีการเรียนการสอนโดยอาจารย์ท่านแรกที่สอน นั้นก็คือ อาจารย์ โร
จนา ศุขะพันธ์ ได้มาบรรยายเกี่ยวกับบุคลิกภาพในด้านต่างๆ ต่อจากนั้นก็เป็นอาจารย์ สาละ ได้ขึ้นมาพูดเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อฉันได้ฟังอาจารย์สาละพูดจบ ทำให้มีความรู้สึกว่าต้องปฏิบัติตนให้๔กระเบียบกับข้อบังคับของมหาวิทยาลัยนี้เป็นอย่างมาก เพราะมหาวิทยาลัยนี้เป็นสถาบันที่ทรงคุณค่าแห่งหนึ่ง เราควรที่จะให้ความเคารพสถาบันที่เราศึกษา
สัปดาห์ที่สาม....จะเป็นการเรียนในเรื่อง บริหารการจัดการ การเงินส่วนบุคคล จะเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการออม

-ทำไมเราต้องออม
-ทำอย่างไรถึงจะมีเงินออม
-เงินออมมาจากไหน
-ทางเลือกแห่งการลงทุน
เมื่อจบการเรียนการสอนแล้ว ก็ต้องกลับไปทำรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน ตั้งแต่ วันที่ 7 ส.ค. – 7ก.ย. 2551
สัปดาห์ที่ สี่ เรียนเกี่ยวกับการฝึกทักษะภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในเรื่องของ Active การพูด (Conversation) การเขียน Passive การอ่าน (Reading) และการฟัง
เมื่อจบภาษาอังกฤษแล้ว ก็จะพูดถึง Blog/ Web Blog คืออะไร จุดเด่นที่ทำให้ Blog เป็นที่นิยม การเขียน Blog สนุกตรงไหน และ 7 วิธีสร้าง Blog อย่างมืออาชีพ

สัปดาห์ที่ห้า....จะเป็นเรื่องเกียวกับการจัดบูทของฝ่าย HR จะมีการกล่าวถึงประวัติของ HR บูทของ HR มี 4บูท กิกรรมของ HR ขวัญใจ HR และก็มีการบรรยายเกียวกับ การพัฒนาบุคลิกภาพ
สัปดาห์ที่หก.... จะเป็นการจัดบูทของเด็กคอมพิวเตอร์ธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ความรู้สึกต่อวิชา เตรียมฝึกประสบกาณ์วิชาชีพ

ครั้งแรกที่ได้มีการลงทะเบียนเรียนและได้ทราบว่าต้องมีการเรียนวิชาเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ในภาคเรียนนี้ด้วยทำให้ฉันตื่นเต้นมากและคิดว่าวิชานี้คงเป็นวิชาที่ไม่ยากสักเท่าไร เรียนแล้วคงได้เกรดง่าย คงไม่มีข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ในการเรียนอะไรมากนักเท่ากับวิชาอื่นๆ แต่พอได้มาเรียนจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่คิดไว้ วิชานี้เป็นวิชาที่ต้องมีเรียนทุกวันพุธ เป็นการเรียนที่แสนจะลำบากมาก เพราะไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัย ทุกวันพุธที่มีเรียนเราต้องไปเรียนกันที่ตั้งฮั่วเส็ง เดินทางก็ลำบาก การเดินทางไปเรียนก็ลำบากอยู่แล้ว แต่มีสิ่งที่ลำบากใจกว่านั่นก็คือ กฎระเบียบการแต่งกาย ทุกๆครั้งก่อนจะเข้าเรียนจะต้องมีการตรวจระเบียบการแต่งกาย ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่เคร่งมาก โดยเฉพาะการใส่กระโปงของนักศึกษาหญิง อาจารย์มีกฎระเบียบให้นักศึกษาใส่กระโปรงเอวสูงและต้องมีความยาวเกือบถึงหัวเข่าเป็นอะไรที่ลำบากใจมากโดยเฉพาะเวลาขึ้นรถเมล์ลำบากสุดๆ กว่าจะได้เรียนในแต่ละครั้งใช้เวลานานมากกับการตรวจระเบียบการแต่งกาย เมื่อถึงเวลาเรียนต้องมีการจดสิ่งที่อาจารย์สอนทุกครั้ง แต่จะบอกว่าบางครั้งก็จดทัน บางครั้งก็ไม่ทัน เพราะอาจารย์บางท่านสอนเร็วมากๆ ถึงแม้วิชานี้จะเป็นวิชาที่ไม่ค่อยชอบสักเท่าไรนัก แต่วิชานี้ก้สอนให้ฉันรู้จักคำว่าระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกัน